ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะงานสาน
ผู้วิจัย นางพยอม เกษมศิริ
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะงานสานกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดช่างเคี่ยน จำนวน 50 คน และโรงเรียนวัดเจ็ดยอด จำนวน 19 คน รวม 69 คน อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดช่างเคี่ยน จำนวน 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 2) ชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 3) คู่มือการใช้ชุดฝึกทักษะงานสานกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 4) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน ระหว่างเรียนและ หลังเรียน 5) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าร้อยละ ค่า E1/E2 ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หาประสิทธิภาพของชุดฝึกที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนด 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่า t(t-test Dependent Sample) แล้วนำเสนอตารางประกอบความเรียง
ผลการวิจัย
1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะงานสานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 7 ชุด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 โดยมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.92/86.63 ถ้าพิจารณาเป็นรายชุดจากมากไปหาน้อยพบว่า ชุดที่ 5 การสานงูแสนกล มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ 88.53/87.80 รองลงมา คือชุดที่ 3 การสานผีเสื้อแสนสวยมีประสิทธิภาพ 86.66/87.42 และน้อยสุดคือชุดที่ 7 การสานกบลายตัวน้อย มีประสิทธิภาพ 83.60/83.75 ตามลำดับ
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสานที่สร้างขึ้น พบว่าก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 หลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.00 ค่าส่วนเบี่ยงเบน-มาตรฐานเท่ากับ 0.69 และคำนวณหาค่า t ได้เท่ากับ 54.89 สูงกว่าค่า t ในตาราง (t.01 = 2.423) แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน ปรากฏว่านักเรียน
มีความ พึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.42 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.81 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ข้อ 2.2 มีความสนุกสนานในการเข้าร่วมกิจกรรมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.93 รองลงมาคือ ข้อที่ 3.5 สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือใช้วัสดุธรรมชาติอย่างประหยัดและมีในท้องถิ่น ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.98 และน้อยสุดคือข้อที่ 4.3 เครื่องมือในการวัดผลมีความหลากหลาย โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.83 ตามลำดับ
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะงานสานกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดช่างเคี่ยน จำนวน 50 คน และโรงเรียนวัดเจ็ดยอด จำนวน 19 คน รวม 69 คน อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดช่างเคี่ยน จำนวน 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 2) ชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 3) คู่มือการใช้ชุดฝึกทักษะงานสานกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) 4) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน ระหว่างเรียนและ หลังเรียน 5) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าร้อยละ ค่า E1/E2 ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หาประสิทธิภาพของชุดฝึกที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนด 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่า t(t-test Dependent Sample) แล้วนำเสนอตารางประกอบความเรียง
ผลการวิจัย
1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะงานสานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 7 ชุด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 โดยมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.92/86.63 ถ้าพิจารณาเป็นรายชุดจากมากไปหาน้อยพบว่า ชุดที่ 5 การสานงูแสนกล มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ 88.53/87.80 รองลงมา คือชุดที่ 3 การสานผีเสื้อแสนสวยมีประสิทธิภาพ 86.66/87.42 และน้อยสุดคือชุดที่ 7 การสานกบลายตัวน้อย มีประสิทธิภาพ 83.60/83.75 ตามลำดับ
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสานที่สร้างขึ้น พบว่าก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.72 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 หลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.00 ค่าส่วนเบี่ยงเบน-มาตรฐานเท่ากับ 0.69 และคำนวณหาค่า t ได้เท่ากับ 54.89 สูงกว่าค่า t ในตาราง (t.01 = 2.423) แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานสาน ปรากฏว่านักเรียน
มีความ พึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.42 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.81 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ข้อ 2.2 มีความสนุกสนานในการเข้าร่วมกิจกรรมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.93 รองลงมาคือ ข้อที่ 3.5 สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือใช้วัสดุธรรมชาติอย่างประหยัดและมีในท้องถิ่น ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.98 และน้อยสุดคือข้อที่ 4.3 เครื่องมือในการวัดผลมีความหลากหลาย โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.83 ตามลำดับ